อนิเมะที่ทำให้บ่อน้าตาตื้นกัน


แอร์ (「エアー」, Eā, – ในชื่ออังกฤษว่า AIR?) เป็นอะนิเมะ ที่ดัดแปลงจากเกมคอมพิวเตอร์เปิดฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ในรูปแบบของ ดีวีดี ที่มีชื่อว่า Air~prelude~ โดยเนื้อหาเริ่มต้นและจบลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีวางจำหน่ายเพียง 20,000 แผ่นเท่านั้น ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2548 อะนิเมะทั้ง 13 ตอนซึ่งจัดทำโดยสตูดิโอเกียวโตแอนิเมชันก็เริ่มออกอากาศผ่านทางเครือข่าย สถานีโทรทัศน์ โตเกียวบรอดแคสติงซิสเตม โดยนำเสนอตอนแรกในชื่อตอนที่ว่า ลมโชย (「かぜ」, Kaze, かぜ?) และจบลงพร้อมกับบทสรุปในตอนสุดท้ายที่มีชื่อว่า ฟ้าคราม (「そら」, Sora, そら?) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548 หลังจากตอนที่ 13 จบลง ก็ได้มีการจัดทำตอนพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ตอน คือ Air in Summer โดยออกอากาศในวันที่ 28 สิงหาคม และ 4 กันยายน พ.ศ. 2548



Natsume's Book of Friends เป็นหนังสือการ์ตูนเขียนโดย ยูกิ มิโดริคาวะ (Yuki Midorikawa) ตีพิมพ์ในนิตยสาร LaLa DX, LaLa และถูกนำไปเผยแพร่ไปยังต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นใน แคนาดา, สหรัฐ รวมถึงประเทศไทย ในไทยหนังสือการ์ตูนได้ลิขสิทธิ์โดยบงกต ในชื่อ นัตซึมะกับบันทึกพิศวง ปัจจุบันออกมา 2 เล่ม แต่ในญี่ปุ่นออกมา 9 เล่มแล้ว ตั้งแต่ปี 2005 และยังไม่จบ นักเขียนคนนี้ผลงานเยอะมากๆ ส่วนใหญ่ก็ออกแนวกับนัตสึเมะแหละครับคือเน้นดราม่าและเหนือธรรมชาติ ผลงานดังๆ ก็เช่น Akaku Saku Koe(1999), Taion no Kakera (2003) Hotarubi no Mori e (2002), Hiiro no Isu(2002) , Hana Oi Hito(2001) Atsui Hibi(2002), Akatsuki no Majutsushi(2004), Hoshi mo Mienai(2005) ดูเหมือนว่าการ์ตูนเรื่องนี้โด่งดังพอสมควรเพราะมีการดัดแปลงเป็นอมิเนชั่น 2 ภาค ภาคแรกในชื่อ Natsume Yuujinchou กำกับโดย Takahiro Omori ผลิตโดย Brain's Base ในเครือข่าย TV Toออกอากาศ 7 กรกฎาคม 2008- 29 กันยายน 2008 จำนวน 13 ตอนส่วนภาคสองในชื่อ Zoku Natsume Yuujinchou ผลิตโดย Brain's Base กำกับโดย Takahiro Omori ในเครือข่าย TV Tokyo ออกอากาศ 5 มกราคม 2009-30 มีนาคม 2009 จำนวน 13 ตอน ไม่รู้จะผมโม้อะไรดีระหว่างหนังสือหรืออมิเนชั่นแต่โดยรวมๆ แล้วเนื้อหาไม่ต่างกันนัก เพราะว่านำเสนอในเรื่องความอบอุ่นและความเหงาๆ เหมือนกัน ดังนั้นก็ขอยำทั้งหมดเลยแหละกัน เนื้อหาของการ์ตูนกล่าวถึงพระเอกชื่อนัตซึเมะเด็กหนุ่มมัธยมปลายผู้กำพร้า ที่เห็นภูตผีปีศาจที่คนธรรมดาไม่สามารถเห็นได้ ซึ่งเขาได้ความสามารถนี้จากการสืบทอดมาจากยายของเขา นอกจากนี้เขายังมีสมบัติติดตัวมาจากยายที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังสาวด้วย เรียกว่า “บันทึกสหาย (Friends notebook)” ที่เธอได้เก็บรวบรวมรายชื่อของวิญญาณที่สามารถควบคุมอยู่ภายใต้อำนาจของควบ คุมได้ ด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่และถ่ายทอดความประทับใจคนดูอย่างยอดเยี่ยม ทำให้หนังสือการ์ตูน Natsume's Book of Friends ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในงานรางวัลการ์ตูนไทโซในปี 2008




เรื่อง Bakemonogatari ชื่อเรื่องแปลว่า ตำนานแห่งฝูงปีศาจ หรือฝรั่งเรียกว่า Ghost Story เนื้อเรื่องคือ พระเอก ชื่อ อารารากิ ที่ดูเหมือนจะเป็นนักเรียนชาย ปกติธรรมดา ที่เรียนแย่และมีบุคลิกไม่น่าสนใจ ขณะเดินขึ้นบันได เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ตกลงมาจากชั้นบน เขาตรงเข้าไปรับ และก็พบว่า ผู้หญิงคนนั้น แทบจะไม่มีน้ำหนัก เขารู้สึกสงสัย จึงพยายามค้นหาเรื่องของหญิงสาวนั้น เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขานั่นเอง เธอชื่อว่าเซนโจกาฮาระ เป็นหญิงสาวที่สวยมาก แต่ว่า เซนโจกาฮาระปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา เอาคัตเตอร์ยัดปากเขา แล้วเอาที่เย็บกระดาษหนีบปากอีกข้างหนึ่งไว้ โดยยื่นคำขาดว่า ให้เลิกยุ่งกับเธอซะ และเลิกสนใจเรื่องของเธอ ให้ทำเป็นไม่เห็นเธอซะ พอเขาตอบว่าโอเค เธอก็หนีบที่เย็บกระดาษใส่ปากอารารากิดังฉึก ฝ่่าย อารารากิ แทนที่จะเลิกสนใจ แต่เขากลับพยายามช่วยเธอ จนในที่สุดรู้ว่า เธอมีสิ่งประหลาดสิงสู่อยู่ ทำให้น้ำหนักของเธอเหลือเพียง 5 กก. ถ้าพูดกันตามปกติ คือเธอถูกปีศาจเล่นงานนั่นเอง มันคือปีศาจปูที่ขโมยน้ำหนักไป ดังนั้น อารารากิ และผู้เชียวชาญด้านสิ่งประหลาด ชื่อ โฮชิโนะ จึงพยายามช่วยเหลือเธอ


โมบิลสูทกัน ดั้มซี้ด (อังกฤษ: Mobile Suit Gundam SEED) (เรียกย่อ ๆ ว่า กันดั้มซี้ด) เป็นอะนิเมะฉายทางโทรทัศน์ในประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในอะนิเมะตระกูลกันดั้ม ของสตูดิโอซันไรส์ แต่ดำเนินเรื่องในจักรวาลเฉพาะที่ใช้ชื่อศักราชว่า Cosmic Era แยกจากกันดั้มตอนอื่น ๆ ความยาว 50 ตอน ฉายระหว่าง ค.ศ. 2002-2003 ลิขสิทธิ์ในประเทศไทยเป็นของบริษัท DEX และเคยฉายทางไอทีวี ในปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง ASTV3 Happy Variety Channel ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.30-18.00 น.และในปี พ.ศ. 2552 ยังได้ออกอากาศทางช่อง 5 อีกครั้งด้วย โมบิลสูทกันดั้มซี้ด มีภาคต่อที่ชื่อว่า โมบิลสูทกันดั้มซี้ดเดสทินี และมีภาคเสริมหรือ Side Story คือ โมบิลสูทกันดั้มซี้ด แอสเทรย์ กับ โมบิลสูทกันดั้มซี้ด C.E.73 สตาร์เกเซอร์ หลังจากนั้นก็มีภาคพิเศษ Gundam Seed Special Edition ออกมาทั้งหมด 3 ตอนจบ ซึ่งเป็นการนำเนื้อเรื่องเดิมมาตัดต่อใหม่ให้กระชับขึ้น และเพิ่มฉากใหม่ ๆ เข้าไป ซึ่งบริษัท DEX ก็ยังเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์เหมือนฉบับโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังมีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะมีการสร้างกันดั้มชุด SEED นี้ ออกมาเป็นแบบภาพยนตร์


โค้ด กีอัส ภาคการปฏิวัติของลูลูช (ญี่ปุ่น: コードギアス 反逆のルルーシュ Kōdo Giasu Hangyaku no Rurūshu ?) (CODE GEASS Lelouch of the Rebellion) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแนวหุ่นยนต์รบคล้ายกับกันดั้ม โดยผสมผสารกลิ่นไอแบบ เดทโน็ต สมุดโน็ตมรณะ สร้างโดยทีมงานซันไรส์ กำกับโดยโกโร่ ทานิงุจิ และเขียนบทโดยอิจิโร่ โอโคอุจิ ซึ่งเคยร่วมงานกันมาแล้วในผลงานอื่นของซันไรส์ เช่น Planetes โดยได้รับการออกแบบตัวละครโดยกลุ่มแคลมป์ ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับมากมาย แอะนิเมะชุดนี้ออกฉายในประเทศญี่ปุ่นทางสถานีโทรทัศน์ MBS ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 และฉายผ่านโทรทัศน์ระบบดาวเทียมทางช่อง Animax ครั้งแรกในวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ส่วนซีซั่นที่สองเริ่มฉายในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551 และสิ้นสุดในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551 ทั้งสองซีซั่นประกอบไปด้วยซีซั่นละ 25 ตอน ส่วนในประเทศไทย ถอดรหัสเนตรราชันย์ ลูลูชปฏิวัติ ได้รับลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายโดย DEX โดยยังมีการนำไปทำเป็น การตูนในภายหลังอีกทั้งที่เป็นลิขสิทธ์และโดจินอีกด้วย ซึ่งเป็นที่น่าสนใจคือมีการเขียนตัวละครเลียนแบบโดยสลับเพศกันซึ่งทำให้ได้ รับความนิยมสูงขึ้นไปอีก



ทาคาสุ ริวจิ เด็กหนุ่มผู้มีสายตาอันน่ากลัวจนหลายคนคิดว่าเป็นคนเกเร ในวันขึ้นชั้น ม.ปลาย ปี 2 ได้ชนกับ ไอซากะ ไทกะ ถึงเธอจะดูน่ารัก แต่ดันเป็นเด็กสาวที่น่ากลัวและชอบอาละวาด จนทุกคนเรียกเธอว่า "เสือมือถือ" <><><><>



" Ano Hi Mita Hana no Namae o Bokutachi wa Mada Shiranai " ( หรือถ้าจะให้ผมเเปลก็คงได้ชื่อว่า "พวกเรายังคงไม่รู้ชื่อดอกไม้ที่มองเห็นในวันนั้น" ) โดยเรื่องนี้จะพูดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อนๆเเต่ละคนที่พอโตขึ้นมาก็เริ่มเปลี่ยนเเปลงไป เเละไม่ได้หัวเราะด้วยกันอย่างสนุกสนานด้วยกันเหมือนครั้งวันวานอีกเเล้ว เเต่นอกจากความห่างเหินก็ยังมีเรื่องของ "เม็มมะ" 1ในเพื่อนของพวกเขาที่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เเต่วิญญาณของเธอยังคงวนเวียนอยู่เพื่อสิ่งที่ปราถนาบางอย่าง เเต่ผู้ที่เห็นเม็มมะกลับมีเพียง "จินตะ" ที่ทำตัวห่างเหินจากเพื่อนๆมากที่สุดเท่านั้น เเม้ว่าจินตะจะรู้สึกรำคาญเม็มมะเเละรู้สึกผิดกับเรื่องในอดีต เเต่เม็มมะก็ยังดีใจที่จินตะยังคงอยู่กับเธอ เเม้ว่าเธอไม่อาจจะส่งคำพูดไปถึงเพื่อนคนอื่นๆได้อีกก็ตาม


เรื่องราว...กล่าวถึงโลกหลังความตาย ตัวเอกคือ โอโตนาชิ เด็กหนุ่มที่ไร้ซึ่งความทรงจำใดๆ เขาได้มาโผล่ที่โรงเรียนหลังความตาย ซึ่งอยู่ระหว่าง โลกมนุษย์ กับ สวรรค์ หากใครที่ใช้ชีวิต ตามปกติไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรแล้ว จะถูกลบและขึ้นไปสู่สวรรค์ และไม่มีทางตาย เมื่อถูกกระทำปางตาย จะรู้สึกเหมือนตาย แต่ ไม่ตาย โอโตนาชิ ได้พบกับ ยูริ และเธอก็ได้ชวนเขาเข้ากลุ่ม ( SSS -Shinda Sekai SenSen แนวรบโลกหลังความตาย) ซึ่งองค์กรนี้มีเธอเป็นหัวหน้าหน่วย และเธอมีจุดหมายคือต้องการต่อสู้กับพระเจ้า โดยโรงเรียนนี้จะมีเทพธิดาปกครอง โดยเรียกตัวเองว่า "ประธานสภานักเรียน" และเธอเป็นศัตรูที่สำคัญของกลุ่มแนวรบ SSS



เรื่องราวของ ชายหนุ่มนาโอคาซากิ โทโมยะ ผู้รักการดดเรียนเป็นชิวิตจิตใจ ที่ชะตากรรมได้นำพาเขามาเจอกับเหล่าเด็กสาวทั้ง 5 คน เรื่องราวความรักอันลึกซึ้งจึงเริ่มต้นขึ้น กล่าวกันว่า หาก KANON คือ ฤดูหนาว AIR คือ ฤดูร้อน CLANNAD เปรียบเหมือนฤดูใบไม้ผลิ



Mahou Shoujo Madoka Magica เป็น Anime ใน Season ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งถ้าจะพูดว่ามันได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ให้กับวงการ Anime ก็คงไม่เกินความจริงแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้ลงในบล็อคครั้งหนึ่งหลังจากได้ติดตามไป ถึงตอนที่ 6 ซึ่งเนื้อหาที่เขียนในตอนนั้นออกจะเป็นแนวระบายอารมณ์หงุดหงิดซะมากกว่าจะ เรียกว่าเป็นการ Review หรือหยิบยกแง่มุมใดมากล่าวถึง ซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วยรวมถึงคนที่แย้งว่าเป็นการด่วนสรุปเกินไปทั้งที่ยัง ดูไม่ถึงบทสรุปสุดท้าย ด้วยเหตุนี้ ถ้าไม่มาเขียนถึงอีกสักครั้งหลังจากดูจบผมก็คงรู้สึกติดค้างสาวน้อยมืดมนคน นี้อยู่เหมือนกัน สาเหตุที่ทำให้ Mahou Shoujo Madoka Magica ทำให้เกิดกระแสวิพากย์วิจารณ์อย่างล้นหลามทั้งในและนอกอินเตอร์เน็ตก็ด้วย คอนเซ็ปของสาวน้อยเวทมนต์ที่ฉีกแนวเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิงด้วยการตายจริง เจ็บจริง และมืดมนจริงๆ ของเหล่าสาวน้อยในเรื่องซึ่งที่มาที่ไปเป็นอย่างไรผมคงไม่ขอลงลึกในราย ละเอียดเพราะคิดว่าคอ Anime ส่วนใหญ่น่าจะรู้กันหมดแล้ว หรือถ้ายังไม่รู้ก็คงจะเป็นการดีกว่าถ้าได้ไปสัมผัสกับเรื่องราวด้วยตัวเอง หลังจากได้ติดตามไปสักพัก ถึงผมจะไม่ได้อวย Anime เรื่องนี้เป็นพิเศษเหมือนบรรดาแฟนๆ หลายท่าน แต่ก็รู้สึกว่านี่คือ Anime ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลาย Season ที่ผ่านมา และก็ตัดสินใจว่าจะต้องเขียนถึงให้ได้ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะจับประเด็นไหนมาเล่นดี เพราะถึงความมืดมนจะนับเป็นจุดขายหลักๆ แต่มันก็ยังไม่น่าจะใช่แก่นที่แท้จริงของเรื่อง จนถึงช่วงเกือบท้ายๆ ที่ทำให้ถึงบางอ้อว่าเรื่องราวต่างๆ แทบจะมีจุดศูนย์กลางอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ทั้งสิ้น โดยนำเสนอผ่านเหล่าตัวละครหญิงสาววัยแรกแย้มที่นับว่าเป็นช่วงเพศและวัยที่ อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจต่างๆ มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันระหว่างการเสียสละเพื่อความรักกับการ หวังครอบครองเขาไว้เพียงคนเดียว, ความรู้สึกที่อยากจะทำในสิ่งที่ถูกต้องแต่ก็กลัวเกินกว่าจะตัดสินใจ, หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของคนที่หลงลืมปณิธานที่เคยตั้งไว้แต่เดิมด้วย เพราะพ่ายแพ้ต่อความเลวร้ายของสังคมภายนอก พูดให้ถูกคือไม่มีใครขาวสะอาดหรือเลวบริสุทธิ์ ทุกคนเพียงแค่วิ่งเต้นไปบนอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ของตัวเองตั้งแต่วินาทีที่อธิษฐานขอพรเพื่อแลกกับการเป็นสาวน้อยเวทมนต์จวบ จนวาระสุดท้าย ซึ่งประเด็นนี้ได้ถูกเน้นย้ำด้วยการเฉลยในภายหลังว่าแท้จริงแล้วอารมณ์เหล่า นั้นของพวกเธอได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเพื่อนำไปใช้หล่อเลี้ยงสิ่งมี ชีวิตอื่นในจักรวาลที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเฉกเช่นมนุษย์ การเปรียบ "อารมณ์" เป็น "พลังงาน" รูปแบบหนึ่งนั้นนับว่าโดนใจผมมากๆ เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่า "พลัง" แล้วย่อมไม่มีทั้งดีและชั่ว ดังนั้นมันจึงสามารถนำพาทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนแอมาสู่มนุษย์ได้ในเวลา เดียวกัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงขึ้นอยู่กับวิธีใช้มากกว่า แต่ที่แน่ๆ คือหากปราศจากพลังเสียแล้วก็ย่อมไม่อาจจะทำอะไรได้ ลำพังแค่ "เหตุผล" นั้นคงไม่มีแรงขับเคลื่อนเพียงพอ เพราะ "เหตุผล" ไม่ใช่ "พลัง" แต่เป็นเหมือนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เข้ามาช่วยในการบรรลุเป้าหมายมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ผู้ปกครองประเทศที่ต้องการขยายดินแดนเพื่อปกคลุมใต้หล้าก็ด้วยแรงปรารถนา แห่งความทะเยอทะยาน จากนั้นจึงใช้เหตุผลเพื่อกำหนดยุทธวิธีและแผนการต่างๆ หรือการที่เราสามารถสัญจรไปมาทางอากาศได้อย่างทุกวันนี้ก็ด้วยแรงปรารถนาที่ ต้องการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ของพี่น้องตระกูลไรต์ เพราะหากพี่น้องตระกูลไรต์มีแต่เพียงความรู้ในเชิงเทคนิคโดยปราศจากจิตใจที่ แน่วแน่ต่อความคิดของตัวเองก็คงไม่สามารถก้าวผ่านความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาได้เป็นแน่ แนวคิดแบบนี้ฟังดูเข้าท่าหรือไม่ก็คงแล้วแต่คนจะมอง แต่ที่แน่ๆ คืออารมณ์นั้นทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ อีกทั้งสามารถผลักดันให้คนเราทำในสิ่งที่สร้างสรรค์หรือเลวร้ายได้มากพอกัน มนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังนี้อยู่ในตัว ต่างกันที่ใครสามารถควบคุมมันได้มากกว่า ตราบใดที่เราไม่ใช่พระอรหันต์ จะสุขเศร้าเหงาทุกข์ไปตามเรื่องตามราวก็คงเป็นเรื่องปกติ แต่อย่างน้อยๆ ก็ควรตั้งอยู่บนความรู้เนื้อรู้ตัว เพราะหากวิ่งเต้นไปบนกระแสของอารมณ์โดยปราศจากการรู้เท่าทันเสียแล้วก็คงไม่ พ้นตกเป็นเครื่องมือของใครบางคนที่หวังใช้ประโยชน์จากพลังที่ว่านี้ของเรา เหมือนกับเหล่าสาวน้อยเวทมนต์ตามท้องเรื่องนั่นเอง..

credit : http://www.toptenthailand.com/display.php?id=3067